ประสบการณ์เรียน-ทำงานที่ออสเตรเลียและการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

ประสบการณ์เรียน-ทำงานที่ออสเตรเลียและการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

         ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าประเทศอออสเตรเลียนั้น มีอะไรที่ดีกว่าประเทศเราเยอะมาก ถ้าเทียบในเชิงความได้เปรียบ ก็เยอะซะจนผมรู้สึกว่าการได้ไปเรียน – ทำงานที่ออสเตรเลียสักครั้งคงจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นการเก็บเกี่ยวทักษะ และประสบการณ์ในต่างแดนของผมครับ

สารบัญ

1

อยู่ไทยก็ได้ แต่ทำไมต้องไปออสเตรเลีย

Why Go To Australia One

         เท้าความก่อนว่าตอนที่ผมตัดสินใจไปเรียนภาษา และทำงานที่ออสเตรเลียนั้น ผมอยากได้อยู่ 2 อย่างเพื่อมาสร้างตัว นั่นก็คือ

         1. ภาษา เพราะผมมองว่า หากเราได้ภาษาอังกฤษเราจะสามารถเรียนรู้ได้มากกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็จริง เพราะการศึกษาในโลกนั้นแบบฉบับภาษาอังกฤษถือว่าถูกเปิดเผยออกมามากที่สุด แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะในอีกทางหนึ่ง ภาษาเป็นแค่เครื่องมือปูให้เราได้เริ่มศึกษาอะไรได้ง่าย และเร็วขึ้นครับเท่านั้นครับ

         2. เงิน ผมต้องการเอาเงินกลับมาตั้งตัวที่ไทย เพื่อทำระบบอะไรสักอย่าง ที่มันสามารถทำเงินให้ผมได้ โดยที่ผมนั่งเฉยๆ อยู่บ้านตามความฝันของผม

         พอสรุปสิ่งที่ต้องการในชีวิตตอนนั้นได้แล้ว ผมก็ไม่รอช้าที่จะเดินเรื่องวีซ่า และพาตัวเองข้ามสู่ทวีปยุโรปทันที

2

ได้ข้ามไปทวีปยุโรปแล้ว ทำไงต่อดีล่ะทีนี้

Now That Weve Arrived What Next Two

         ตัวผมในตอนนั้นบอกตรงๆ ว่า ภาษาก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่ค่อยจะออก เพราะคนออสเตรเลียเขามีสำเนียงการพูดที่ฟังยาก ซึ่งสำเนียงเขานั้นเหมือนคนเอามือบีบจมูกตอนพูดตลอดเวลาเลยล่ะครับ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำเลยสำหรับผมก็คือ เรียนภาษาก่อน ส่วนการทำงานผมก็เริ่มจากการเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทยของพี่สาวผมเองในรัฐ Mooloolaba แต่อย่างที่รู้กันครับภาษาไม่ได้ การที่จะไปเป็นแคชเชียร์ หรือตำแหน่งเสิร์ฟอาหารนี่เป็นไปไม่ได้เลยในตอนนั้น

         ผมใช้ชีวิตอยู่ในร้านอาหารไทยของพี่สาวได้ประมาณ 9 เดือน ก็พอจะได้วิชาการทำอาหารจากพี่เขยตัวเองมาบ้าง พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ภาษาเราไม่พัฒนาเลยว่ะ ทำให้ผมตัดสินใจโยกย้ายตัวเองอีกครั้งเพื่อทำตามความฝันครับ

Community 9k
3

ตามหาความฝัน ณ เมือง Brisbane

Chasing Your Dreams In Brisbane Three

         ช่วงที่ผมตัดสินใจย้ายไปที่รัฐ Brisbane แรกๆ ผมหางานไม่ได้เลยครับด้วยภาษา ในตอนนั้นผมมีคลังคำศัพท์อยู่ในหัวอยู่บ้าง แต่การกลัวผิดแกรมม่าของผม มันทำให้ผมไม่กล้าที่จะพูดจนทำให้สกิลการทำอาหารที่ติดตัวมาก็ดู เละไม่เป็นท่าไปด้วยครับ

         จนสุดท้ายผมได้ทำงานที่ร้านซูชิในช่วงเช้า และทำงานที่ร้านอาหารเอเซียในตอนเย็น จริงๆ เป็นอะไรที่ผิดกฎหมายนะครับ ตามกฎในตอนที่ผมไปเนี่ย ก็คือทำงานไม่เกิน 20 ช.ม./สัปดาห์ แต่ผมในตอนนั้นเนี่ย วันละ 12 ช.ม. แล้วทำติดต่อกัน 7 วัน 7 คืนเลยครับ เพราะเราต้องการเงินไปจ่ายค่าเช่าห้อง

         พอผมมีเงินในระดับหนึ่ง ผมก็ลดวันทำงานของตัวเองลง และยังคงไปเรียนที่โรงเรียนภาษาอยู่นะครับ ถึงแม้ในตอนนั้นผมจะย้ายรัฐมาแล้วก็ตาม ส่วนในการทำงานของผม แม้จะอยู่ในร้านที่ไม่มีคนไทยสักคนเดียวแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในหมู่คนเอเชียอยู่ดี แน่นอนว่าภาษาอังกฤษของผมไม่ได้พัฒนามากนัก แต่ทำให้ผมกล้าที่จะพูดมากขึ้น มั่นใจมากขึ้นครับ

         และไม่นานผมก็ได้ย้ายไปทำงานที่ร้านของฝรั่ง ชื่อร้าน Chop Chop Chang’s ช่วงแรกที่ผมทำงานกับฝรั่ง ผมค่อนข้างอึดอัดเลยนะครับ แล้วก็กดดันมากๆ ด้วยภาษาออสเตรเลีย เขามีคำศัพท์เฉพาะค่อนข้างเยอะ บวกกับแนวคิดเรื่องการปีนเกลียว, ไม่เคารพผู้ใหญ่ ฝรั่งนี่แทบจะไม่มีแนวคิดอะไรพวกนี้เลย ทำให้เป็นปัญหากับผมมากๆ ในช่วงแรกครับ

4

ให้ความจริงมันสอน

Let Reality Teach Four

         เรื่องของเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนที่นั่น แม้แต่รถเมล์ก็ไม่เลทเลยครับ ผมมีประสบการณ์ไปทำงานสาย 5 นาที เนื่องจากผมตกรถเมล์ แล้วก็พ่วงมาจาก ตัวผมนั้นยังคงทำงานร้านซูชิในตอนเช้าอยู่ และเคยรับปากกับทางร้านไว้แล้วว่ายังไงก็มาทัน นั่นคือครั้งแรกเลยครับที่ผมไปทำงานสาย

         ทางเจ้าของร้านเขาให้ผมกลับบ้านเลยทันที เขาค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้ครับ เขามองว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ความรับผิดชอบในส่วนนี้เป็นเรื่องจำเป็น และนี่ก็เป็นความจริงที่เจ็บปวด จนเป็นที่มาของคำว่า ให้ความจริงมันสอนครับ

5

อดทนจนกว่าจะได้

Be Patient Until You Get It Five

         ช่วงแรกที่เข้าไป ผมเป็นคนไทยคนเดียวของร้านนั้นเลย จนภาษาอังกฤษ และฝีมือการทำอาหารของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับถูกขยับหน้าที่มาตามลำดับ เพราะเราอยู่กับคนเก่ง รวมถึงเราตั้งใจ จนได้ออกทีวี 7 News ของออสเตรเลีย ที่มีนักชิมไวน์มาที่ร้านโดยมีผมที่เป็นเชฟ

          ในตอนนั้นผมและเพื่อนที่ทำงานได้ทำเมนูหลายๆ อย่าง ที่ทำเงินให้ร้านได้ค่อนข้างเยอะ และมีลูกค้าติดใจสูตรอาหารของพวกเราพอสมควร ก็มาถึงจุดที่ยากในชีวิตผมอีกครั้ง ใช่ครับ วีซ่าของผมกำลังจะหมด ในตอนนั้นเจ้าของร้าน Chop Chop Chang’s ก็เสนอ PR หรือ การเป็นประชากรของออสเตรเลียให้กับผม และนี่เป็นข้อเสนอที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตครับ

Community 9k
6

สิไปต่อหรือพอส่ำนี่

Should I Continue Or Is This Enough Six

         ถ้าหากผมเลือกที่จะรับข้อเสนอของทางเจ้าของร้าน ผมจะต้องใช้เงินประมาณ 5 แสนบาทเพื่อทำการยื่นเอกสาร “Permanent Residency” หรือเอกสารการขอมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศออสเตรเลีย และแน่นอนว่าตัวผมจำเป็นต้องเลือกระหว่าง ไปเป็นประชากรที่ออสเตรเลียในฐานะเชฟ หรือเอาเงิน 5 แสนกลับไปตั้งตัวที่ไทย

         ซึ่งจะบอกว่าตอนนั้นผมทะเลาะกับแฟนหนักมาก เพราะเราตัดสินใจไม่ได้ มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ของชีวิตผมเลยก็ว่าได้ครับ จนผมเจอเครื่องมือที่จะช่วยให้ผมกับแฟนตัดสินใจได้ นั่นก็คือ เครื่องมือ W.A.D.M. Decision Matrix ซึ่งเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ที่เราไม่สามารถตัดสินใจได้ในชีวิต

         ผมจะมีสอนอยู่ในคอร์ส จุดไฟ ปลุกใจ ด้วยครับ หลังจากได้เครื่องมือนั้นช่วย ผมตัดสินใจที่จะไม่ต่อวีซ่า และกลับมาสร้างธุรกิจที่ไทย นอกจากนี้ เครื่องมือ W.A.D.M. Decision Matrix ก็ยังช่วยให้ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ในการตัดสินใจที่จะกลับไทยครั้งนี้ครับ

7

บทสรุปของการตัดสินใจ

         สุดท้ายนี้การเลือกที่จะกลับไทยของผม เป็นการตอบโจทย์ชีวิตผมที่สุดในตอนนั้น เพราะผมได้สิ่งที่ต้องการตามเป้าหมายก่อนมาเรียน – ทำงานที่ออสเตรเลียครบหมดแล้ว นั่นก็คือ 1. ภาษา 2. เงิน นั่นเองครับ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนที่ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ กันได้บ้างนะครับ ไว้พบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีครับ