2 เทคนิคการตัดสินใจ ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตแบบไม่เสียใจทีหลัง

          ทำไมเราต้องมีสูตรเทคนิคการตัดสินใจ เพราะเมื่อมีเรื่องให้เราตัดสินใจแต่เราไม่ทำ สุดท้ายเราก็จะทำตัวเป็นเหยื่อ ทำตัวเป็นเหยื่อคืออะไร คือการที่เริ่มโทษสิ่งรอบข้างมากกว่าตัวเอง

          ยกตัวอย่าง เช่น เปรียบชีวิตคือถนน เมื่อถึงแยกที่ต้องเลี้ยวระหว่างซ้าย, ขวา หรือตรงไป พอคุณไม่ตัดสินใจ ทำให้บางครั้งคุณก็ต้องจำใจขี่ไปในเส้นทางที่คุณไม่ได้อยากไปจริงๆ แต่ทำไปเพราะรถคันข้างหลังบีบแตรใส่คุณ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้ 2 เทคนิคการตัดสินใจนี้ครับ จะมีอะไรบ้างไปดูพร้อมกันเลย

สารบัญ

1

2 สูตรการตัดสินใจมีอะไรบ้าง

          เรามาดูกันครับว่า 2 สูตรการตัดสินใจมีอะไรบ้าง และแต่ละการตัดสินใจนั้นเหมาะกับการใช้แบบไหนกันก่อนนะครับ

          1. การตัดสินใจแบบเร็ว ผมจะเลือกใช้กับเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันครับ
          2. การตัดสินใจแบบช้า ผมจะใช้กับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต

          แล้วการตัดสินใจแบบช้า แบบเร็วมันคืออะไร มีวิธีการใช้ยังไง ผมขออธิบายในหัวข้อถัดไปนะครับ

2

การตัดสินใจแบบเร็ว

          เรามาเริ่มกันที่แบบเร็วกันนะครับ การตัดสินใจแบบเร็วเนี่ยผมจะเรียกว่า Best Case Scenario (สถานการณ์กรณีที่ดีที่สุด) กับ Worst Case Scenario (สถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด) ผมขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นนะครับ

          ตัวอย่าง ผมไม่เคยเที่ยวผับเลย วันหนึ่งเพื่อนมาชวนผมไปผับเนื่องในวันเกิด จากนั้นผมก็ดื่มและเมา ในขณะเดียวกันผมก็เห็นผู้หญิงโต๊ะข้างๆ ซึ่งมีลักษณะตามที่ผมชอบเลย ทุกคนคิดว่าถ้าผมเมาแล้วขาดสติ ไม่มีการตัดสินใจ จะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมอาจจะทำอะไรไปโดยไม่คิดแน่นอน ซึ่งผมอาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นหลับนอนด้วยกันเลยก็เป็นไปได้

Community 9k

          เราจะมาใช้การตัดสินใจแบบเร็วกับตัวอย่างที่ผมสมมติขึ้นมากันดูนะครับ ว่าถ้าผมเลือกไปจีบสาวโต๊ะข้างๆ จะเป็นยังไง
          Best Case Scenario (สถานการณ์กรณีที่ดีที่สุด) คือ ผู้หญิงคนนี้เขาก็ชอบผมเหมือนกัน แล้วเราอาจจะมี One Night Stand โดยที่ครอบครัวผมไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่มีปัญหาอะไรตามมา

          Worst Case Scenario (สถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด) คือ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะท้อง, เป็นโรค, มีการแบล็คเมล์เกิดขึ้น, มาอาละวาดครอบครัว หรือบริษัทผม

คลิกเพื่อสั่งซื้อคอร์ส DSWT5K Online

          เมื่อเราลองลิสต์ข้อดีกับข้อเสียออกมาได้แล้วนะครับ ผมจะนำทั้ง 2 อย่างนี้มาวัดกันว่าระหว่างข้อดีกับข้อเสียเนี่ย ฝั่งไหนมากกว่ากัน จากตัวอย่างทำให้ทุกคนเห็นเลยว่า ข้อดีเนี่ย มันน้อยมากๆ เลยครับถ้าเทียบกับข้อเสีย ด้วยการตัดสินใจแบบเร็วนี้ทำให้ผมตัดสินใจได้ดีขึ้น และเลือกได้ว่าผมจะทำสิ่งนี้หรือไม่ เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงวิธีการตัดสินใจแบบช้าในหัวข้อถัดไปกันนะครับ

3

วิธีการตัดสินใจแบบช้า

          ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงกับผมเลยนะครับ ก่อนหน้าที่ผมจะมาเปิดบริษัท Mr.K Kimchi และ 9K เนี่ย ผมอยู่ออสเตรเลียมาก่อนครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย จนเจ้าของร้านสนับสนุนให้ยื่นเอกสารขอ PR ขอเป็นประชากรของที่นั่น โดยโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับผมตอนนั้นคือ “ผมจะอยู่ออสเตรเลีย” หรือ “กลับไทยมาทำธุรกิจ”

          ซึ่งผมเลือกกลับไทยมาทำธุรกิจ สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาใหญ่นี้ลองทำตามวิธีนี้ไปด้วยนะครับ โดยการตัดสินใจแบบช้าผมจะใช้ตารางนี้ในการช่วยตัดสินใจครับ ส่วนใครที่มีส่วนการตัดสินใจนี้ด้วยก็ชวนกันมาทำไปพร้อมกันนะครับ

          จากตารางตัวอย่างด้านบน ให้เราลิสต์ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการตัดสินใจนี้ออกมาให้เยอะที่สุดครับ ของผมเนี่ยเขียน 3-4 หน้ากระดาษเลย ผมใส่แม้กระทั่งออสเตรเลียไม่มีที่ฉีดก้น ผมก็ใส่เข้าไปเพราะสำหรับผมถือว่าสำคัญมาก จากนั้นให้เราตั้งคะแนนความสำคัญครับว่าในแต่ละปัจจัยนั้น เราให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน เช่น เงิน ผมให้ความสำคัญมัน 10 คะแนนเลยเป็นต้น

          ส่วนในช่องไทย และออสเตรเลียผมจะใส่คะแนนตามที่ตัวเองรู้สึกเข้าไปครับ โดยจะใส่เท่าไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องยึดช่องความสำคัญว่าห้ามเกินนี้ ใส่เข้าไปได้เลยครับ เดี๋ยววิธีการคำนวณเราจะไปดูในรูปภาพต่อไปนะครับ

          เมื่อเราใส่คะแนนตามความรู้สึกเรียบร้อยแล้ว สำหรับวิธีการคำนวณให้เรานำช่องคะแนนมาคูณกับช่องไทย และออสเตรเลีย

          เช่น ปัจจัยอาหาร : (คะแนนความสำคัญ) 5 x 10 (คะแนนช่องไทย) = 50 เป็นต้น เมื่อเราทำแบบนี้จนครบทุกช่องแล้ว ให้เรารวมคะแนนทั้งหมดในแต่ละช่องนำมาเทียบกันก็จะได้คำตอบแล้วครับ

Community 9k

          บางคนเนี่ยแทบไม่เคยคุยกับตัวเองเลยว่า จริงๆ แล้วตัวเราต้องการอะไร ผมแนะนำตารางนี้เลยครับ หากระดาษแผ่นหนึ่ง ปากกาด้ามนึง อยู่กับตัวเองเยอะๆ ตารางนี้ผมทำไปเกิน 6 รอบครับ รอบแรกผมทำคะแนนไทยชนะออสเตรเลียไปนิดหน่อย พอทำรอบ 2 ก็ได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม จนผมลองชวนแฟนผมมาทำด้วยกันผลออกมาเหมือนเดิมเลยครับ และผมทำแบบนั้นอยู่หลายรอบมาก

          จนผมเลยตัดสินใจว่าผมจะกลับไทย แล้วก็แจ้งลาออกกับหัวหน้าร้านอาหารที่ออสเตรเลียเรียบร้อยครับ ตอนนั้นผมขยันทำงานมากเพราะผมมีเป้าหมายที่จะทำต่อแล้ว แล้วพอผมได้กลับมาไทยจริงๆ ผมก็รู้สึกว่าผมคิดถูกแล้วที่ผมกลับมา และไม่ได้เสียใจเลยครับ

4

สรุป

          ผมหวังว่าเทคนิคการตัดสินใจทั้ง 2 เทคนิคนี้จะช่วยคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่ ไม่มากก็น้อยนะครับ ใครที่กำลังสับสนกับชีวิต ลองให้เทคนิคนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณไม่เสียใจทีหลัง หรือลองอ่านบทความ ท้อแท้กับชีวิต ทำไงดี พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ที่กำลังสิ้นหวังต้องอ่าน คลิกที่ตัวหนังสือสีฟ้าได้เลยครับ สำหรับบทความนี้ผมขอลาไปก่อน เจอกันใหม่บทความหน้าครับ


CONTRIBUTOR


CONTRIBUTOR